หัวข้อ : 25 พระราชวงศ์ จารึกโลก ถวายพระพรชัย 

งานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มีทั้งงานพระราชพิธี รัฐพิธี และกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ ที่ดำเนินมาเป็นวันที่ 4 และในวานนี้ (12 มิ.ย.)  ต้องถือเป็นอีกวันหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ ที่ทั่วโลกต้องจารึกว่าเป็นวันที่มีพระประมุขและพระราชวงศ์จากทั่วโลกเสด็จพระราชดำเนินมารวมกันมากที่สุดในโลก เพื่อร่วมในพระราชพิธีถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม

 25 ราชวงศ์ทั่วโลกร่วมถวายพระพร

 โดยเมื่อเวลา 14.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จพระราชดำเนินถึงพระที่นั่งอนันตสมาคม พระราชวังดุสิต ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระราชาธิบดี สมเด็จพระราชินี และผู้แทนพระองค์ประมุขต่างประเทศถวายพระพรชัยมงคล ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม พระราชวังดุสิต โดยพระราชอาคันตุกะที่เสด็จฯมานั้นเป็นการเรียงลำดับจากพระประมุขที่มีอาวุโสในการครองราชย์น้อยที่สุด ไปจนถึงพระประมุขที่มีอาวุโสในการครองราชย์มากที่สุด โดยพระองค์แรกที่เสด็จฯมาได้แก่ เจ้าชายซัยยิด ซีฮาบ บิน ตาริก ตัยมูร อัล-ซาอิด แห่งรัฐสุลต่านโอมาน ตามด้วยเจ้าชายแอนดรูว์ ดยุกแห่งยอร์ก แห่งสหราชอาณาจักร บริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ เชคโมฮัมเมด บิน ไซอิด อัลนะห์ยัน มกุฎราชกุมารแห่งอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

 อันดับต่อมา เจ้าชายฟิลิป มกุฎราชกุมารแห่งเบลเยียม และเจ้าหญิงมาธิลด์ มกุฎราชกุมารี พระชายา แห่งเบลเยียม เจ้าชายโฮกุ้น มกุฎราชกุมารแห่งนอร์เวย์ เสด็จพร้อมเจ้าหญิงเมตเต-มาริต มกุฎราชกุมารีแห่งนอร์เวย์ เจ้าชายวิลเลม-อเล็กซานเดอร์ มกุฎราชกุมาร แห่งเนเธอร์แลนด์ เสด็จฯพร้อมเจ้าหญิงมักซิมา มกุฎราชกุมารีแห่งเนเธอร์แลนด์ มกุฎราชกุมารจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก แห่งราชอาณาจักรภูฏาน เจ้าชายทูโพทัว มกุฎราชกุมารแห่งราชอาณาจักรตองกา เชคคอลิฟะห์ บิน ซัลมาน อัลคอลิฟะห์ แห่งราชอาณาจักรบาห์เรน เจ้าหญิงลัลลา ซัลมา เบนนานี พระชายาในสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งโมร็อกโก

 ต่อด้วย สมเด็จพระราชินีโซเฟีย แห่งราชอาณาจักรสเปน เจ้าชายเฮนริก พระราชสวามีในสมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอที่ 2 แห่งราชอาณาจักรเดนมาร์ก เจ้าชายอาโลอิส มกุฎราชกุมาร และเจ้าหญิงโซฟี มกุฎราชกุมารี พระชายาแห่งราชรัฐลิกเตนสไตน์ เชคซอบะห์ อัลอะห์มัด อัลจาบีร์ อัลซอบะห์ เจ้าผู้ครองรัฐคูเวต เจ้าชายอัลแบร์ ที่ 2 แห่งราชรัฐโมนาโก พระบาทสมเด็จพระบรมนาถนโรดม สีหมุนี แห่งราชอาณาจักรกัมพูชา สมเด็จพระราชาธิบดีตวนกู ไซอิด ซิรัจอุดดิน อิบนี อัลมาร์ฮูม ตวนกู ไซอิด ปุตรา จามาลุลไลล์ ยังดีเปอร์ตวน อากงแห่งมาเลเซีย แกรนด์ ดยุก อองรี แห่งราชรัฐลักแซมเบิร์ก สมเด็จพระราชาธิบดีอับดุลเลาะห์ที่ 2 บิน อัลฮุสเซน แห่งราชอาณาจักรอัชไมต์จอร์แดน สมเด็จพระราชาธิบดีเลตซีที่ 3 และสมเด็จพระราชินีมาเซเนต โมฮาโต เซเอโซ แห่งราชอาณาจักรเลโซโท เชคฮามัด บิน คอลิฟะห์ อัลซานี และเชคเคาะห์เมาซา บินด์ เนเซอร์ อัลมิสนัด พระชายาแห่งรัฐกาตาร์ สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโต และสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ แห่งประเทศญี่ปุ่น สมเด็จพระราชาธิบดีสวาติที่ 3 แห่งราชอาณาจักรสวาซิแลนด์ และเจ้าหญิงลาดูเบ  สมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่  16กุสตาฟ และสมเด็จพระราชินีซิลเวีย แห่งราชอาณาจักรสวีเดน และปิดท้ายด้วย สมเด็จพระราชาธิบดี ฮัจญี ฮัสซานัล โบลเกียห์ มูอิซซัดดิน วัดเดาละห์ และสมเด็จพระราชินีราชา อิสตรี เป็งงีรัน อานัก ฮัจญะห์ ซาเลฮา แห่งบูรไนดารุสซาลาม

 ร่วมฉายภาพประวัติศาสตร์

 จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมพระประมุขและพระราชวงศ์ต่างประเทศเสด็จออกยังท้องพระโรงกลาง ประทับพระราชอาสน์และพระเก้าอี้นาบ   พระที่นั่งพุฒตาลกาญจนสิงหาสน์ ภายใต้นพปฎลมหาเศวตฉัตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ฉายพระบรมฉายาลักษณ์และพระรูปหมู่

 ชาติจะเจริญทุกคนต้องร่วมทำ

 ต่อจากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กราบบังคมทูลถวายพระพรชัยมงคล ซึ่งลำดับต่อมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสตอบว่า “ข้าพเจ้ามีความยินดียิ่งนัก ที่ได้มาอยู่ในท่ามกลางบุคคลสำคัญ จากทุกสถาบันในชาติ รวมทั้งประมุขและพระราชวงศ์จากนานาประเทศ ที่มีไมตรีจิต เสด็จมาร่วมงานเฉลิมฉลองในโอกาสพิเศษนี้ ขอขอบใจท่านนายกรัฐมนตรีเป็นอย่างมาก ที่ได้อวยพรในนามของประชาชนชาวไทย และกล่าวถึงการปฏิบัติงาน รวมทั้งโครงการพัฒนาในด้านต่างๆของข้าพเจ้า ตลอดระยะเวลา 60 ปี

 ข้าพเจ้าใคร่จะกล่าวกับทุกท่านว่า การทะนุบำรุงประเทศชาตินั้น มิใช่เป็นหน้าที่ของผู้หนึ่งผู้ใดโดยเฉพาะ หากเป็นภาระความรับผิดชอบของคนไทยทุกคน ที่ต้องจะขวนขวายกระทำทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด เพื่อธำรงรักษาไว้และพัฒนาชาติบ้านเมืองให้เจริญมั่นคง และผาสุกร่มเย็น ข้าพเจ้าในฐานะที่เป็นคนไทยคนหนึ่ง จึงมีภาระหน้าที่เช่นเดียวกันกับคนไทยทั้งมวล จึงขอขอบใจทุกๆคน ที่ต่างพยายามกระทำหน้าที่ของตนด้วยเต็มกำลังความสามารถ และให้ความร่วมมือสนับสนุนข้าพเจ้าในภารกิจทั้งปวงด้วยดีตลอดมา ทั้งขอขอบพระทัยพระประมุข และพระราชวงศ์จากประเทศต่างๆ ที่ทรงอุตสาหะเสด็จมาร่วมในงานครั้งนี้ด้วยทั่วกัน ขอคุณพระรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จงคุ้มครองรักษาท่านทั้งหลายให้ปราศจากทุกข์และภัยทุกประการ บันดาลสุข ศิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคลให้สัมฤทธิ์แก่ท่านทุกเมื่อด้วยไป”

 หลังจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯกลับไปยังท้องพระโรงหลัง พร้อมกับพระประมุขและพระราชวงศ์ต่างประเทศ ทรงส่งพระประมุขและพระราชวงศ์ ผู้แทนพระองค์ เสด็จฯกลับตามลำดับอาวุโสการครองราชย์ จากมากที่สุดจนถึงน้อยที่สุด จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยพระบรมวงศ์ของไทย เสด็จฯกลับพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน 

แห่จองที่นั่งชมเรือตั้งแต่มืด 

สำหรับบรรยากาศการชมขบวนเรือพระราชพิธี ในงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ตามบริเวณท่าน้ำฝั่งธนบุรี ที่เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมเรือพระราชพิธีได้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ซึ่งจุดใหญ่อยู่ที่สวนสาธารณะใต้สะพานพระราม 8 ปรากฏว่ามีประชาชนแห่มาจับจองที่นั่งริมเขื่อนกันตั้งแต่ตี 3 ซึ่ง กทม.ได้อำนวยความสะดวกด้วยการนำอัฒจันทร์มาตั้งให้นั่ง กระทั่งช่วงเที่ยง 2 ฝั่�งแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่สะพานพระราม 8 ไปจดท่าน้ำวัดระฆัง ก็เนืองแน่นไปด้วยผู้คนที่หวังจะได้ชมขบวนเรือฯ อย่างถนัดตา ท่ามกลางแสงแดดที่ร้อนแรง แต่ทุกคนก็ไม่ย่อท้อ ยังคงนั่งปักหลักไม่ยอมไปไหน บางรายต้องนำอาหารมารับประทานกันในจุดที่นั่ง เพราะเกรงว่าหากลุกออกไปจะถูกคนอื่นเข้ามาแทน โดยนางชิ้น บุญรอด อายุ 63 ปี ชาว อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น กล่าวว่า เดินทางมาจับจองที่นั่งที่สวนสาธารณะพระราม 8 ตั้งแต่เวลาตี 3 เพราะตั้งใจอย่างมากที่จะมีโอกาสครั้งหนึ่งในชีวิต จะได้ดูขบวนเรือพระราชพิธี โดยนัดเพื่อนอีก 5 คน เดินทางโดยรถทัวร์จาก อ.ชุมแพ มาถึงหมอชิตใหม่ แล้วต่อรถมา ยอมรับว่าการจองพื้นที่ค่อนข้างลำบาก เพราะถูกไล่ที่อยู่หลายครั้ง แต่ก็อาศัยความอดทน จึงได้ที่นี้มา

 ของที่ระลึกขายดีทุกอย่าง 

ขณะเดียวกัน บริเวณด้านนอกโดยรอบ พ่อค้าแม่ค้า ได้นำของที่ระลึกในงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มาวางจำหน่ายกันอย่างคึกคัก มีทั้งเสื้อ ร่ม เข็มกลัด ฯลฯ แต่ที่ขายดีที่สุดก็คือภาพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขณะเสด็จออก ณ สีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.ที่ผ่านมา ที่พ่อค้านำมาใส่กรอบอย่างสวยงาม และขายในราคาหลายร้อยบาท ซึ่งก็มีประชาชนให้ความสนใจหาซื้ออย่างล้นหลาม

 เฮโลปักหลักวัดระฆังฯ แน่นขนัด 

ส่วนที่บริเวณท่าน้ำวัดระฆังฯ ก็มีประชาชนแห่มาจับจองพื้นที่จนแน่นตั้งแต่เช้า โดยบางรายกล่าวว่ามารอเพื่อเข้าไปจับจองที่นั่งตั้งแต่เที่ยงคืน ซึ่งเมื่อทางวัดเปิดประตูให้คนเข้าไปได้ ก็มีฝูงชนแห่เข้าไปจนเต็มเอี้ยด และเนื่องจากบริเวณดังกล่าวคับแคบ ทำให้ท่าน้ำแห่งนี้แน่นขนัดไปด้วยประชาชนตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง ซึ่งมีบางคนไม่ใช่เข้าไปจับจองที่นั่งให้ตัวเองเท่านั้น ยังนำเชือกไปกั้นเป็นการจองให้ญาติพี่น้องด้วย 

 คนทะลักเบียดแป้นบาส ร.ร.ล้ม

 อย่างไรก็ดี ในช่วงบ่ายได้เกิดความโกลาหลเมื่อมีประชาชนจำนวนมากมาออที่ด้านหน้าประตูโรงเรียนสตรีวัดระฆัง พร้อมตะโกนให้เจ้าหน้าที่เปิดประตูเพื่อจะได้เข้าไปจับจองพื้นที่ดูขบวนเรือพระราชพิธี ที่บริเวณริมท่าน้ำของโรงเรียน ซึ่งก่อนที่จะเกิดความวุ่นวายกว่านี้ ผู้บริหารโรงเรียนและเจ้าหน้าที่ต้องเข้ามาเจรจา แต่สุดท้ายก็ไม่อาจต้านทานแรงของฝูงชนที่แห่มาออได้ ต้องยอมเปิดประตูให้ประชาชนที่มาจากทั่วทุกสารทิศเข้ามาจับจองพื้นที่นั่ง ซึ่งทันทีที่เปิดประตูโรงเรียน ฝูงคนก็วิ่งกรูเข้าไปภายใน จนเกิดการเบียดเสียดและกระแทกเข้ากับแป้นบาสของโรงเรียนจนล้ม ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บศีรษะแตกหนึ่งราย แต่กระนั้นก็ยังมีคนอีกจำนวนมากที่ต้องผิดหวังไม่สามารถเข้าถึงริมท่าน้ำเพื่อชมขบวนเรือพระราชพิธีได้อย่างถนัดตา 

 ค่าชมแพงแต่คนยอมจ่าย

 ส่วนบริเวณริมน้ำที่เป็นพื้นที่ของเอกชนที่อยู่ ใกล้เคียง ก็มีการจัดที่นั่งและเปิดขายบัตรให้คนเข้าชม เช่นกัน ซึ่งแม้มีราคาหลายพันบาท อาทิ ที่โรงละครภัทรา วดีเธียเตอร์ ที่มีการขายบัตรเข้าชมขบวนเรือฯ ในราคา 3,500 บาทต่อที่นั่ง แต่ยิ่งใกล้เวลาเริ่มขบวนเรือพระราชพิธี ก็ยิ่งมีคนสนใจมาซื้อหาไม่ขาดสาย 

 ทำทุกทางให้เห็นขบวนเรือฯ

 เช่นเดียวกับที่บริเวณสวนสันติชัยปราการ ซึ่งเป็นอีกจุดนั่งชมขบวนเรือฯได้อย่างชัดเจน ปรากฏว่าพื้นที่ริมน้ำก็แน่นขนัดไปด้วยฝูงชนตั้งแต่หัววันไม่แพ้ที่อื่น ทำให้บางรายที่อยากเห็นขบวนเรือฯ แต่ไม่สามารถเข้าถึงริมน้ำได้ ต้องยอมเสี่ยงปีนป่ายขึ้นไปดูบนต้นไม้ เช่นเดียวกับที่บริเวณท่าเรือพระอาทิตย์ ซึ่งเป็นท่าเทียบเรือด่วน ที่เจ้าหน้าที่ปิดประตูไม่ให้คนภายนอกเข้าไปในช่วงมีขบวนเรือฯ แต่ปรากฏว่าใกล้เวลาเคลื่อนขบวนเรือฯ ประชาชนอีกเป็นจำนวนมากที่ไม่สามารถหาที่ชมได้ ก็ตัดสินใจปีนรั้วเข้าไปภายในท่าเรือ โดยไม่ฟังเสียงห้ามปรามของเจ้าหน้าที่ จนสุดท้ายต้องปล่อยเลยตามเลย

 มธ.ใจปํ้าเปิดที่ให้ชมฟรี

 ส่วนบรรยากาศบริเวณริมน้ำของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ซึ่งเป็นอีกจุดหนึ่งที่สามารถชมความงามของขบวนเรือพระราชพิธีได้ชัดเจน โดยทางมหาวิทยาลัยเปิดให้ประชาชนเข้ามาจับจองที่นั่งชมขบวนเรือพระราชพิธีได้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย บริเวณโรงอาหารคณะเศรษฐศาสตร์ และบริเวณลานปรีดี ซึ่งมีชาวบ้านนับพันแห่เข้ามาจองที่นั่งชมเรือตั้งแต่ 6 โมงเช้า นอกจากนี้ นายสุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดี มธ.ได้จัดพื้นที่เป็นพิเศษสำหรับแขกและศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัย อาทิ นายสุเมธ ตันติเวชกุล นายกสภา มธ. นายอนันต์ อนันตกูล อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย นายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย นายบัญญัติ บรรทัดฐาน อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รองหัวหน้าพรรคชาติไทย นายกล้านรงค์ จันทิก ว่าที่ ส.ว.กทม. นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย นายมารุต บุนนาค รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ 

ในหลวงดุจเทพในใจคนไทย

  นายสุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ในฐานะนายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ความรู้สึกและความประทับใจของตน คงเหมือนคนไทยทุกคน โดยเฉพาะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกสีหบัญชรยิ่งชัดเจน ซึ่งวันนั้นสะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกของประชาชนที่มีต่อพระองค์ท่าน คนจำนวนมากทนไม่ไหวต้องหลั่งน้ำตาออกมา ซึ่งเป็นน้ำตาแห่งความปีติ และที่ก้มลงกราบก็ด้วยความรู้สึกเหมือนกราบเทพ กราบพระ ซึ่งประชาชนมีความรู้สึกว่าพระองค์ทรงเป็นพ่อของแผ่นดิน เป็นเทพ เป็นทุกอย่างของเขา และนานๆ เขาจะได้มีโอกาสแสดงความรู้สึกสิ่งที่แสดงออกมาจึงเต็มที่ ทั้งเมื่อวันเสาร์และอาทิตย์ที่ผ่านมา ตนเดินทางไปเชียงใหม่ มีหลายคนบอกว่าดูโทรทัศน์เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.แล้วเกิดความรู้สึกร่วมของคนในชาติถึงกับน้ำตาไหลเช่นกัน ตนว่าสิ่งต่างๆ เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่ในแง่วัตถุ แต่ยิ่งใหญ่ในแง่จิตใจ พระองค์ท่านทรงอยู่ในหัวใจคนไทย และการที่ชาวโลกทั่วโลกมาถวายเกียรติยศ ในฐานะคนไทยก็อดภาคภูมิใจไม่ได้ พระองค์ ทรงเป็นตัวแทนเราทั้งหมด

 หวังหลังจากนี้ทุกอย่างคลี่คลาย

 นายสุเมธยังกล่าวด้วยว่า โดยส่วนตัวคิดว่าพวกเราน่าจะทำอะไรถวายพระองค์ท่าน อย่างน้อยที่สุดก็ 4 ประการที่ทรงมีพระราชดำรัสวันที่เสด็จออกสีหบัญชร ให้นำไปคิดดีๆ ไม่เหลือบ่ากว่าแรงของเรา ลด ละ ความโลภ โกรธ หลง ตามที่ได้รับคำสั่งสอนมา ถ้าไม่หน้ามืดตามัว คงจะทำได้  

“พระองค์ไม่ได้เรียกร้องให้เราทำอะไร แต่ให้คิดถึงแผ่นดิน ให้ทำเพื่อแผ่นดิน ซึ่งคือการทำให้ตัวเอง เพราะเราอยู่บนแผ่นดินนี้ ถ้าทำให้ทุกคนในแผ่นดินอยู่กันอย่างมีความสุข เราก็สุขด้วย” นายสุเมธกล่าว ต่อข้อถามว่าจากสิ่งที่เป็นมงคลทั้งหลายที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ น่าจะทำให้เรื่องต่างๆก่อนหน้านี้คลี่คลายไปได้หรือไม่ นายสุเมธกล่าวว่า หวังว่าอย่างนั้น ทุกคนคงสนองตอบได้ ถ้าคนคนนั้นยังเรียกตัวเองว่าเป็นคนไทย

 ขอให้ยึดแนวพระราชดำรัส

 ส่วนนายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย กล่าวว่า จากที่ได้พูดคุยกับประชาชนที่อยู่ต่างจังหวัด และได้ดูทีวีถ่ายทอดวันที่ 9 มิ.ย. บางคนบอกว่าก็น้ำตาคลอเบ้า ทุกคนตื้นตันใจและอยากเห็นพระองค์ ท่านมีความสุข พระพักตร์สดใส สดชื่น ทุกคนดีใจ แสดงให้เห็นว่าประชาชนทุกหมู่เหล่ามีพระองค์เป็นศูนย์รวมดวงใจ ซึ่งสิ่งที่คนไทยทั้งประเทศทั้งที่ไปร่วมถวายความจงรักภักดีที่หน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม และคนที่ไม่มีโอกาสไป ต่างมีความรู้สึกร่วมกันคือการแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อพระองค์ท่าน และหากทุกคนน้อมรับกระแสพระราชดำรัสในวันนั้นใส่เกล้า บ้านเมืองก็จะเกิดความเจริญรุ่งเรือง โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง หากทุกคนนำมาคิด และรู้จักประหยัด รู้จักพอ เราก็จะมีอย่างพอเพียง ถ้าไม่รู้จักพอ เราก็จะไม่มีความพอเพียง 

สะท้อนพระบารมีมากล้น

 ด้าน นายบัญญัติ บรรทัดฐาน อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า คนไทยทุกคนคงคิดตรงกันทั้งหมดว่า เป็นบุญจริงๆ ที่ได้เกิดเป็นคนไทยใต้ร่มพระบารมี ความจริงความรู้สึกนี้มีมายาวนาน เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า แสดงให้เห็นว่าพระองค์ท่านทรงทำคุณประโยชน์ให้ประเทศไทย และคนไทยทั้งยามปกติและยามวิกฤติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเฉลิมฉลองการครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปีครั้งนี้ ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความภาคภูมิใจของคนไทยอย่างชัดเจน และไม่ใช่ เฉพาะคนไทยเท่านั้น ต่างชาติก็รู้สึกทำนองเดียวกันชัดเจน จากกรณีที่สหประชาชาติถวายรางวัลที่แสดงถึงพระอัจฉริยภาพเกี่ยวกับการพัฒนาคน และการที่พระราชาธิบดีจากประเทศต่างๆมาร่วมพิธีเฉลิมฉลองครั้งนี้จำนวนมาก คนไทยก็ภาคภูมิใจเป็นพิเศษ ซึ่งสำนักข่าวต่างประเทศก็ถ่ายทอดข่าวนี้ไปทั่วโลก 

ปลุกใจฝีพายก่อนลงประจำที่

 กระทั่งเวลา 13.30 น. พล.ร.ท.อภิวัฒน์ สีวัฒน์ ผู้ควบคุมขบวนเรือได้เรียกประชุมฝีพายกว่า 1,500 คน พร้อมประกาศให้ทุกคนได้ตั้งใจเพิ่มความพยายาม ความอดทนและความจงรักภักดีเข้าไปในการปฏิบัติงานครั้งนี้ เพราะไม่รู้ว่าในอีกไม่กี่ชั่วโมงที่จะถึง สภาพอากาศจะเปลี่ยนแปลงหรือไม่ รวมถึงอาจมีฝนตกลงมาได้ ซึ่งหลังทำความเข้าใจเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เหล่าฝีพายที่อยู่ในชุดสีสันงดงามทยอยลงเรือมุ่งหน้าไปยังท่าน้ำวัดราชาธิวาสเพื่อประจำการบนเรือพระราชพิธี โดยพลอาสาณรงค์ วีระเสถียร อายุ 42 ปี ประจำเรือดั้งสิบหนึ่ง เปิดเผยว่า มีความพร้อมเต็มร้อย เพราะซ้อมกันมายาว นานกว่า 6 เดือน รวมทั้งซ้อมขบวนจริงในแม่น้ำอีกราว 6-7 ครั้ง ยอมรับว่าการปฏิบัติหน้าที่บนเรือพระราชพิธีครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในชีวิต และมีความภาคภูมิใจ รวมถึงตั้งใจทำหน้าที่ให้ดีเป็นที่สุด 

เตรียมรับมือทุกสถานการณ์

 ด้าน นาวาตรีรุจน์ บุบผามาศ นายเรือสุครีพครองเมือง กล่าวว่า มั่นใจในความพร้อมในการแสดงแม้ว่าจะต้องเจอกับสภาพฝนตก ซึ่งฝีพายทุกคนเคยผ่านสภาวะนี้มาแล้วในการซ้อมใหญ่ ฉะนั้น หากเจอในวันนี้ก็ถือเป็นเรื่องปกติ และสามารถนำขบวนเรือล่องไปอย่างดีไม่มีปัญหา ตนภูมิใจในหน้าที่นี้เป็นอย่างมากที่ได้รับใช้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในครั้งนี้ 

บ่ยั่นแม้ฝนเทกระหน่ำ

 ต่อมาเวลาประมาณ 16.00 น. จู่ๆ ก็เกิดลมกระโชกแรงและฝนตกลงมาอย่างหนักกินบริเวณกว้าง แต่ประชาชนที่นั่งรอชมขบวนเรือพระราชพิธีอยู่สองฝั�งแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่ท่าวาสุกรีไปจนถึงวัดอรุณฯ กลับไม่มีใครลุกหนีไปไหน ยอมเปียกปอนกันถ้วนหน้า เพียงเพื่อจะได้เห็นขบวนเรือพระราชพิธีอย่างถนัดตา

คนไทยพร้อมใจรับเสด็จ

จากนั้นในเวลาประมาณ 17.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯพร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ มายังหอประชุมกองทัพเรือและราชนาวิกสภา เพื่อรอรับเสด็จพระประมุข พระราชวงศ์ และผู้แทนพระองค์ต่างประเทศ ทอดพระเนตรขบวนเรือพระราชพิธีและพิธีเปิดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งในช่วงที่ขบวนรถยนต์พระที่นั่งของพระราชอาคันตุกะแล่นมาตามถนนอรุณอมรินทร์ เพื่อเข้าสู่ราชนาวิกสภานั้น ก็มีฝูงชนใส่เสื้อเหลืองมาเฝ้ารับเสด็จอย่างล้นหลาม ท่ามกลางสภาพอากาศที่ยังมีเม็ดฝนโปรยปรายลงมา แต่ก็ไม่มีใครล่าถอย ยอมเปียกปอนรอรับเสด็จพระราชอาคันตุกะทุกพระองค์ โดยช่วงที่รถยนต์พระที่นั่งของสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโต และสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะผ่าน ยังทรงโบกพระหัตถ์ให้กับประชาชนที่มารอรับเสด็จสองฟากถนนด้วย

ฮือฮาพระบารมีฝนหายฟ้าโปร่ง

 ในเวลาไล่เลี่ยกันนั้น เป็นจังหวะเดียวกับที่ขบวนเรือพระราชพิธีฯที่ตั้งขบวนอยู่ที่หน้าท่าวาสุกรี เริ่มเคลื่อนขบวนออกมา ซึ่งผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้าขบวนเรือพระราชพิธีฯจะเคลื่อนขบวนออกมาเล็กน้อยนั้น ท้องฟ้าที่ฉ่ำไปด้วยเมฆครึ้ม และมีฝนตกลงมาอย่างหนักก็ขาดเม็ด และท้องฟ้าค่อยๆสว่างขึ้น จนเรียกว่าฟ้าโปร่ง แทบจะไร้ซึ่งเมฆฝน ท้องน้ำเรียบสงบ สร้างความฮือฮาให้กับประชาชนที่รอชมความงดงามของขบวนเรือพระราชพิธีฯทั้ง 2 ฝั่งเจ้าพระยา พากันกล่าวขานกันว่า เป็นเพราะพระบุญญาบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโดยแท้ ที่ทำให้สภาพอากาศที่อาจจะเป็นอุปสรรคในการเคลื่อนขบวนเรือพระราชพิธีฯ กลับปลอดโปร่งทันตา และขบวนเรือพระราชพิธีฯสามารถเคลื่อนออกมาได้ตรงตามกำหนดที่ซักซ้อมไว้

ตระการตาขบวนเรือเต็มลำน้ำ

 กระทั่งเวลาประมาณ 18.45 น. ขบวนเรือพระราชพิธีฯได้เคลื่อนขบวนมาถึงราชนาวิกสภา ซึ่งขบวนเรือฯที่มีจำนวนเรือมากสุดถึง 52 ลำ เรียงรายเป็นแถวทอดยาวไปตลอดลำน้ำเจ้าพระยา มีความงดงาม ประสานกับเสียงเห่เรือที่ดังก้องคุ้งน้ำ ก็ได้สร้างความตื่นตาตื่นใจและเป็นที่ประทับใจของพระราชอาคันตุกะทุกพระองค์เป็นอย่างยิ่ง  กระทงสายวาววับทั้งเจ้าพระยา  หลังจากการทอดพระเนตรขบวนเรือพระราชพิธีฯเสร็จสิ้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จ พระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จฯนำพระประมุข พระราชวงศ์ และผู้แทนพระองค์ ไปยังอาคารนิทรรศการ หอประชุมกองทัพเรือ เพื่อทรงร่วมพิธีเปิดและทอดพระเนตรนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งมีการฉายวีดิทัศน์พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงปฏิบัติเพื่อพสกนิกรชาวไทยมาตลอดระยะเวลาที่ทรงครองราชย์มา 60 ปี ซึ่งระหว่างนั้น ในลำน้ำเจ้าพระยา ก็มีการปล่อยกระทงสายนับพันใบ ให้ลอยไปเป็นแถวยาว ดูระยิบระยับไปทั่วท้องน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งหลังจากทุกพระองค์ร่วมทอดพระเนตรงานนิทรรศการฯอยู่นานร่วม 2 ชั่วโมง จึงเสด็จฯกลับ

กระทงสายฝีมือคน จ.ตาก

สำหรับการลอยกระทงสายนี้ เป็นการไหลประทีป อันเป็นประเพณีดั้งเดิมของชาวจังหวัดตาก เพื่อการบูชาพระพุทธเจ้าและขอขมาพระแม่คงคา แต่เดิมจะใช้ใบพลับพลึงมาเย็บเป็นกระทง แล้วใส่ขี้ไต้และน้ำมันมะพร้าวก่อนจุดไฟปล่อยให้ลอยเป็นทางยาวไปตามลำน้ำปิง แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนวัสดุที่ใช้ทำ มาเป็นการใช้กะลามะพร้าวตาเดียวแทน ซึ่งการลอยกระทงสายในค่ำคืนนี้ นายสมชาติ เพ็ชรประเสริฐ นายกเทศมนตรีเมืองตาก เป็นผู้นำชาว จ.ตาก จัดทำกระทงขึ้น 6 หมื่นใบ มาร่วมปิดท้ายขบวนเรือพระราชพิธี ในงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี โดยใส่เรือนำมาปล่อยกลางแม่น้ำเจ้าพระยาให้ไหลไปทางสะพานสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก แต่การลอยในครั้งนี้ จะไม่ตรงตามประเพณีดั้งเดิมทั้งหมด คือไม่มีการใช้กระทงนำและกระทงปิดท้าย

สุดประทับใจขบวนเรือ

 ต่อมาผู้สื่อข่าวสอบถามชาวบ้านที่มาร่วมชมขบวนเรือพระราชพิธีในครั้งนี้ ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า นับเป็นบุญตาเป็นอย่างยิ่งที่ได้เห็นงานพระราชพิธี และการปล่อยกระทงสายในครั้งนี้ รู้สึกประทับใจเป็นอย่างยิ่ง โดยนางเมี้ยน แสงไทย อายุ 70 ปี ชาวปากคลองตลาด กทม. เปิดเผยว่า ลงทุนมารอที่ท่าน้ำวัดระฆังฯ ตั้งแต่ช่วงเช้ามืดเพื่อหวังจะได้ดูกระบวนเรือ ถึงกับยอมทนปวดหนักปวดเบาอย่างมาก แต่ก็ออกไปไหนไม่ได้ เพราะกลัวว่าจะเสียที่นั่ง แม้แต่ฝนตกก็ยังต้องทน แต่เมื่อสุดท้ายได้ดูขบวนเรือฯสมใจและการปล่อยกระทงสาย ที่ปล่อยตอนฟ้ามืด แม้ต้องทนกับยุงกัดมาก แต่รู้สึกดีใจมากจนน้ำตาไหล เพราะไม่เคยเห็นภาพที่สวยงามที่สุดในชีวิตเหมือนครั้งนี้มาก่อน อยากให้ในหลวงทรงครองราชย์จนถึงปีที่ 70 ซึ่งถ้าตนยังไม่ตายซะก่อนก็จะมาอยู่คอยเฝ้าดูขบวนเรือ รวมทั้งจะมาร่วมงานถวายพระพรพระองค์ท่านด้วย

ตีข่าวทั่วโลกอลังการงานพระราชพิธี

 วันเดียวกัน สำนักข่าวต่างประเทศทุกสำนักก็พร้อมใจรายงานพิธีเฉลิมฉลองการครองราชย์ครบ 60 ปีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่สมพระเกียรติ พร้อมระบุด้วยว่ามีสมาชิกราชวงศ์จากภูมิภาคต่างๆของโลก รวม 25 ชาติ ทั้งจากยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง และชาติเพื่อนบ้านในเอเชียต่างเฝ้าชมกระบวนเห่เรือกลางลำแม่น้ำเจ้าพระยาด้วยความชื่นชมในพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยพระราชอาคันตุกะหลายพระองค์ทรงเครื่องแต่งกายประจำชาติหลากสีตระการตา ซึ่งในการนี้ตำรวจไทยระดมกำลังเจ้าหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยทั่วกรุงเทพมหานคร ราว 22,000 นาย ทหารจากกองทัพเรือระดมกำลังกันเฝ้ารักษาความปลอดภัยตามลำแม่น้ำเจ้าพระยาถึง 1,700 นาย เนื่องเพราะพระราชพิธีเห่เรือครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 14 ตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองราชย์ตลอดระยะเวลา 60 ปี ส่วนพระราชพิธีเห่เรือครั้งก่อนหน้านี้ มีขึ้นเมื่อปี 2546 ระหว่างการประชุมสุดยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

   ที่มา :  ไทยรัฐ   วันที่ : 13 มิ.ย. 2549    

Copyright © 2005 thainetclub.com