หัวข้อ : ยอดจำหน่ายวัสดุ-รถยนต์ทรุด อำนาจซื้อลด แบงก์ถอยฉากปรับขึ้นดอกเบี้ย 

ในการสำรวจยอดจำหน่ายสินค้าอุตสาหกรรมภายในประเทศของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เมื่อสิ้นเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา พบว่า สินค้าในภาคนี้ส่วนใหญ่มียอดจำหน่ายลดลงอย่างมากเทียบกับสิ้นเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา ทั้งยังเป็นการชะลอตัวต่อเนื่องนับตั้งแต่ต้นปี 2549 เป็นต้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าประเภทอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งแสดงให้เห็นการชะลอตัวของการใช้จ่ายภาคประชาชน ขณะที่ยอดจำหน่ายที่ลด ลงได้สร้างความกังวลต่อแนวโน้มการผลิต และการลงทุนในอนาคตซึ่งเป็นไปตามความห่วงใยของ รมว.คลังก่อนหน้า

 

 

ทั้งนี้ ยอดจำหน่ายเครื่องปรับอากาศกลับลดลงมากแม้จะยังอยู่ในช่วงหน้าร้อน โดยลดลง 21,575 เครื่องจากเดือนก่อน ขณะที่มียอดจำหน่าย 32,425 เครื่อง เครื่องซักผ้ามียอดจำหน่ายลดลงเช่นกัน โดยในเดือน เม.ย.มียอดจำหน่าย 28,364 เครื่อง ลดลงจากเดือนก่อน 19,136 เครื่อง ตู้เย็นมียอดจำหน่าย 91,868 เครื่อง ลดลง 18,858 เครื่อง โทรทัศน์มียอดจำหน่าย 197,000 เครื่อง ลดลง 26,000 เครื่อง


 


สำหรับรถยนต์ และอุปกรณ์ในเดือน เม.ย. มียอดจำหน่ายลดลงทุกประเภท โดยรถยนต์นั่งมียอดจำหน่ายทั้งสิ้น 16,069 คัน ลดลงจากเดือนก่อน 2,263 คัน รถปิกอัพกระบะมียอดจำหน่าย 37,467 คัน ลดลง 10,284 คัน ขณะที่ยอดจำหน่ายรถจักรยานยนต์อยู่ที่ 149,000 คัน ลดลง 47,000 คัน ยอดจำหน่ายยางรถยนต์ ลดลง 4,673 เมตริกตัน โดยในเดือน เม.ย.มียอดจำหน่ายทั้งสิ้น 11,821 เมตริกตัน ส่วนแบตเตอรี่รถยนต์มียอดจำหน่าย 1,005,000 ลูก ลดลง 65,000 ลูก


 


การชะลอการใช้จ่ายของประชาชนยังเห็นได้อีกในยอดจำหน่ายวัสดุการก่อสร้าง เช่น ยอดจำหน่ายปูนซีเมนต์ ในเดือน เม.ย. 2,185,000 ตัน ลดลงจากเดือนก่อน 587,000 ตัน เหล็กเส้น 150,000 ตัน ลดลง 25,000 ตัน แผ่นเหล็กชุบสังกะสี มียอดจำหน่าย 21,400 เมตริกตัน ลดลง 8,933 เมตริกตัน ลวดเหล็กรับงานคอนกรีต มียอดจำหน่าย 19,900 เมตริกตัน ลดลง 4,372 เมตริกตัน ลวดเหล็กมียอดจำหน่าย ลดลง 6,300 เมตริกตัน และท่อเหล็กมียอดจำหน่ายลดลง 10,900 เมตริกตัน ส่วนมอเตอร์ไฟฟ้ามียอดจำหน่าย 86,000 เครื่อง ลดลง 26,000 เครื่อง คอมเพรสเซอร์ มียอดจำหน่ายลดลง 138,000 เครื่อง

 

 

สำหรับน้ำตาลทรายลดลง 31,000 ตัน จากยอดจำหน่ายทั้งสิ้น 159,000 ตัน สอดคล้องกับยอดจำหน่ายน้ำอัดลม และโซดาที่ลดลง 20 ล้านลิตร ในเดือน เม.ย.มียอดจำหน่ายทั้งสิ้น 240 ล้านลิตร ขณะที่ยอดจำหน่ายเบียร์ลดลง 19 ล้านลิตร จากยอดจำหน่ายทั้งสิ้น 162 ล้านลิตร สำหรับยอดจำหน่ายสุราในเดือน เม.ย. และ มี.ค.เท่ากันคือ 71 ล้านลิตร แต่เมื่อดูยอดจำหน่ายยาสูบกลับเพิ่มขึ้น 324 ล้านมวน หรือ 32.4 ล้านซอง โดยมียอดจำหน่ายทั้งสิ้น 3,739 ล้านมวน หรือ 373.3 ล้านซอง


 


นางสาวธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล ผู้จัดการฝ่ายวิจัย การเงินการธนาคาร บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า ในครึ่งหลังของปีนี้ ธนาคารพาณิชย์จะมีปัจจัยเสี่ยงอยู่ 3 ด้านคือ ภาวะการเติบโตเศรษฐกิจที่เริ่มถดถอย การปล่อยสินเชื่อ และปัญหาเกี่ยวกับคุณภาพหนี้ โดยภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มถดถอย เกิดจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ซึ่งศูนย์วิจัยฯประเมินราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเฉลี่ยทั้งปีไว้ที่ 70 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล


 


ส่วนการปรับขึ้นดอกเบี้ยของ ธปท.น่าจะมีผลต่อการบริโภค และทำให้การลงทุนภาคเอกชนชะลอตัวลง ทั้งจะมีผลต่อการปล่อยสินเชื่อลดลงตามไปด้วย โดยคาดว่าการปล่อยสินเชื่อใหม่ในปีนี้น่าจะเติบโตเพียง 6% จาก 7% ในปีก่อน และเป็นเม็ดเงินกว่า 300,000 ล้านบาท สำหรับคุณภาพหนี้ ถือเป็นปัจจัยที่น่าติดตาม เพราะ ขณะนี้ความสามารถในการชำระหนี้เริ่มถดถอย จึงทำให้โอกาสของหนี้เอ็นพีแอลมีแนวโน้มจะกลับมาสูงอีก แต่ก็ยังเชื่อว่าไม่น่าจะรุนแรง เพราะธนาคารต่างๆได้มีระบบป้องกันความเสี่ยงค่อนข้างจะเข้มงวด


 


ทั้งนี้ กำไรของธนาคารพาณิชย์ในช่วงครึ่งหลังของปีน่าจะน้อยกว่าที่คาด และโจทย์ สำคัญคงเป็นเรื่องสินเชื่อเป็นหลักเพราะต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากดอกเบี้ยเงินฝาก จึงไม่น่าจะมีการแข่งขันกันในเรื่องของดอกเบี้ยอีก แต่หากไม่เร่งขยายพอร์ตสินเชื่อ กำไรก็จะลดลง ขณะที่สินเชื่ออุปโภคปีนี้กระทบเพราะอำนาจซื้อลดลง คุณภาพหนี้ที่ปล่อยไปจึงเป็นสิ่งที่ต้องระวัง และแม้จะยังมีความจำเป็นในการขึ้นดอกเบี้ย แต่เหตุผลที่ใช้ได้เปลี่ยนไปแล้ว และธนาคารมีโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ยสองขาได้อีกเพียง 0.25-0.50% ส่วนการแข่งขันเรื่องเงินฝากระหว่างธนาคารคงผ่อนคลายลง เพราะมีเงินฝากไหลเข้ามาระดับหนึ่ง ที่สำคัญ ดอกเบี้ยนโยบายของไทยน่าจะอยู่ในระดับที่สูงสุดแล้ว และคาดว่าดอกเบี้ยโลกน่าจะมีการปรับตัวลดลง ซึ่งอาจจะรวมถึงประเทศไทยด้วย โดยในปีนี้ไม่น่าจะได้เห็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยออมทรัพย์อย่างแน่นอน เนื่องจากสภาพคล่องยังอยู่ในระดับสูง. 

   ที่มา :  ไทยรัฐ   วันที่ : 14 มิ.ย. 2549    

Copyright © 2005 thainetclub.com